Sunday, September 11, 2011

อ่านละครทวิภพ ตอนที่ 16 วันที่ 9 กย.54

“ครอบครัวของคุณน้าผู้ชายเป็นทูตมาหลายชั่วอายุคน ตลอดเวลาที่แต่งงานกันมากันมา คุณน้าผู้ชายทำงานหนักมาก ที่ดีๆ

เขาไม่ส่งไปหรอก ส่งไปแต่ละที่มีแต่ปัญหา”

“เมณี่ภูมิใจในตัวพ่อและแม่ของตัวเองมาก เธออยากทำงานเพื่อชาติให้เก่งได้เหมือนพ่อและแม่”
“ใช่...เมณี่พูดบ่อยๆ ประเทศเหล่านั้นบางทีก็มีสงคราม เวลามีสงคราม พ่อแม่ลูกบ้านแตกสาแหรกขาดไม่มีใครรู้ว่ากระจัดพลัดพรายไปไหนบ้าง”

“เหมือนพวกเราเวลานี้ ไม่รู้อะไรเลย ทุกข์ทรมานเพราะไม่รู้ ไม่รู้ว่าเมณี่อยู่ดีมีสุขหรือทุกข์อย่างไรบ้าง”

“ที่นั่น ทุกๆวันมีแต่คนไทยโทร.มาหา ร้องไห้ที่ลูกของเขามาเรียน มาทำงานแล้วหายไป เราเห็นใจ เราทดแทนให้เขาด้วยการทำงานให้หนักขึ้น”

“คุณน้าถึงยังเข้มแข็งอยู่ เพราะเห็นมาจนชิน”

“ไม่เลย...การเห็นแตกต่างจากการเป็น สิ่งที่เห็นไม่ใช่พ่อแม่หรือลูกเรา พอถึงเวลา ถึงได้รู้ว่ามันไม่เหมือนกันสักนิด มันต่างกันมาก เวลาที่เกิดขึ้นกับตัวเราเอง โดยเฉพาะกับลูก ลูก ที่เราเลี้ยงมา” พูดถึงตรงนี้คุณหญิงมาลิดากลั้นน้ำตาต่อไปไม่ไหวร้องไห้โฮ กุลวรางค์โผเข้าไปกอด ร้องห่มร้องไห้ไปด้วยกัน

ooooooo
ม้วนเห็นมณีจันทร์มีสีหน้าไม่สบายใจ ชวนไปสวดมนต์ที่หอพระ ระหว่างที่นั่งสวดมนต์อยู่ดีๆมณีจันทร์ก็ร้องไห้น้ำตาไหลพรากราวกับรับรู้ความเศร้าของคุณหญิง มาลิดาที่อยู่อีกภพหนึ่ง ม้วนตกใจ

“คุณท่าน...ร้องไห้หรือเจ้าคะ”

“ไม่รู้ทำไม มันอยากร้องไห้ขึ้นมาเฉยๆ”

“โธ่...คุณท่านของม้วน” ม้วนสงสารเจ้านายสาวจับใจ ไม่รู้จะทำอย่างไรได้แต่กอดปลอบใจ...

แม้จะสวดมนต์ไปหลายจบ มณีจันทร์ยังคงเศร้าใจไม่หาย ยิ่งได้เห็นกับข้าวมื้อเย็นมีโสร่งไข่ ถึงกับอึ้งถือช้อนค้างอยู่อย่างนั้น หลวงอัครเทพถามอย่างสงสัยทำไมมณีจันทร์ไม่กินข้าว

“แม่ชอบโสร่งไข่ แม่เคยทำตอนเลี้ยงทูตที่สวิส ฉันตามไปเรียนหนังสือน่ะค่ะ หลายปีนั้นเราได้อยู่พร้อมหน้า พร้อมตากัน พ่อแม่ลูกนานที่สุด”

หลวงอัครเทพรู้ว่าหญิงคนรักคิดถึงแม่ เลยบอกให้กินโสร่งไข่เยอะๆ เผื่อจะทดแทนความคิดถึงแม่ได้ มณีจันทร์พยายามปรับอารมณ์ตัวเองให้สดชื่นด้วยการหันไปสนใจถามชื่ออาหารต่างๆตรงหน้า แต่ไม่สำเร็จ เธอวางช้อนไม่ยอมตักอาหารกิน หลวงอัครเทพเป็นห่วง ทำไมวันนี้มณีจันทร์ถึงดูเศร้าๆเป็นอะไรหรือเปล่า

“ไม่รู้สิคะ...คิดถึงแม่”

“แล้วทางโน้นไม่รู้หรือว่าหล่อนไปมาอย่างไร”

“ไม่รู้หรอกค่ะ แม่ไปอยู่กับพ่อ...พ่อเป็นทูตน่ะค่ะ แม่ต้องตามไป” ยิ่งพูดถึงแม่ มณีจันทร์ก็ยิ่งคิดถึง...

ขณะที่มณีจันทร์กำลังคิดถึงแม่ของเธออยู่ในภพอดีต คุณหญิงมาลิดาซึ่งอยู่ในภพปัจจุบันก็คิดถึงมณีจันทร์เช่นกัน พอได้เข้ามาอยู่ในห้องของลูก ภาพอดีตที่สองแม่ลูกเคยอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุข ผุดเข้ามาในความคิดคำนึงของคุณหญิงมาลิดา เธอเดินไปนั่งบนเตียงนอนเอาหมอนของมณีจันทร์ขึ้นมากอด

“เมณี่จ๋า...ลูกอยู่ไหน หัวใจห่วงหาของแม่จะทำให้ลูกรับรู้และกลับมาได้ไหม...” คุณหญิงมาลิดาร้องไห้สะอึกสะอื้นอย่างน่าสงสาร ด้วยแรงแห่งความรักและความคิดถึงที่แม่มีต่อลูก ทำให้กระจกข้ามภพเกิดหมอกควันขึ้นโดยที่คุณหญิงมาลิดาไม่ทันสังเกต

ooooooo

หมอกควันเกิดขึ้นที่อีกฟากหนึ่งของกระจกข้ามภพเช่นกัน และมาพร้อมกับเสียงสัญญาณเรียกจากนาฬิกา มณีจันทร์กำลังนั่งอยู่กับหลวงอัครเทพถึงกับสะดุ้งเฮือก ผุดลุกขึ้นทันที

“ฉันต้องกลับบ้าน สัญญาณเรียก ฉันต้องไปล่ะ”

“ไม่ได้นะ กลับไม่ได้ แม่มณี” หลวงอัครเทพขอร้อง

มณีจันทร์ไม่สนใจ เร่งฝีเท้าไปยังกระจกข้ามภพ สีหน้ามุ่งมั่นจะกลับบ้านให้ได้ ครั้งนี้เธอจากบ้านมานานมากคิดถึงแม่เหลือเกิน หลวงอัครเทพเร่งฝีเท้าตามมาติดๆ มณีจันทร์หันไปเห็นเขาไล่หลังมา เปลี่ยนจากเดินเป็นวิ่งกลัวเขาจะตามทัน อารามรีบร้อน มณีจันทร์สะดุดธรณีประตูห้องซึ่งกระจกข้ามภพตั้งอยู่ ล้มข้อเท้าพลิก หลวงอัครเทพตามมาทัน ปราดเข้ามาประคองเธอไว้ ขอร้องไม่ให้กลับไป

“ไม่ค่ะ ฉันต้องกลับทางนั้นอาจมีอะไร” มณีจันทร์ยันตัวลุกขึ้นแต่เจ็บข้อเท้า ทรุดลงไปนั่งอย่างเดิม...

ด้วยพลังจิตผูกพันที่สองแม่ลูกส่งข้ามภพมาถึงกัน ทำให้คุณหญิงมาลิดาเหลือบมองไปทางกระจกข้ามภพ เห็นหมอกควันจับเป็นฝ้า เธอแปลกใจมากเดินมาดูใกล้ๆ ก่อนจะเอามือลูบฝ้าออก ภาพมณีจันทร์ปรากฏบนเงาสะท้อนของกระจกชัดเจน คุณหญิงมาลิดาทั้งกะพริบตาทั้งเช็ดตาตัวเองคิดว่าตาฝาดแต่ภาพนั้นยังคงอยู่ ทั้งดีใจและตกใจปนกัน ตัดสินใจเคาะกระจกเรียกลูก แต่ไม่มีใครได้ยิน...

เสียงร่ำร้องเรียกหาลูกของคุณหญิงมาลิดา ทำให้กระจกข้ามภพฟากอดีตเกิดหมอกควันลอยไกลกว่าทุกครั้งเข้าไปคลุมร่างมณีจันทร์ซึ่งนั่งกุมข้อเท้าตัวเองอยู่ห่างออกมา ม้วนเห็นพอดีโวยวายลั่น ชี้มือชี้ไม้ไปยังกลุ่มหมอกควัน หลวงอัครเทพตกใจพุ่งเข้าไปกอดมณีจันทร์ไว้ไม่ยอมให้กระจกเอาตัวไป

“ไม่...ฉันไม่ให้หล่อนไป”

“โอ๊ย...ปวดหัวอีกแล้ว เสียงมันดังอีกแล้ว” มณีจันทร์ร้องลั่นด้วยความเจ็บปวด

หลวงอัครเทพอุ้มมณีจันทร์หนีไปนอนบนเตียง กอดเธอไว้เหมือนครั้งก่อนที่เคยทำ มณีจันทร์ดิ้นทุรนทุรายร้องโอดโอยอยู่ในอ้อมแขนของเขา เสียงเรียกจากนาฬิกายังคงดังไม่หยุดยิ่งทำให้มณีจันทร์ปวดหัวมากยิ่งขึ้น ทันใดนั้น มีเสียงกระจกปริร้าวดังขึ้น รอยร้าวลากยาวทแยงมุมจากมุมหนึ่งมาเกือบสุดอีกมุมหนึ่ง หมอกควันเมื่อครู่ ลอยหายเข้าไปในกระจก มณีจันทร์หมดสติไปทันที...

เช่นเดียวกับเงาสะท้อนของกระจกข้ามภพด้านปัจจุบันก็กลับคืนสู่สภาพปกติ คุณหญิงมาลิดาเห็นเหตุการณ์ด้านมณีจันทร์โดยตลอดถึงกับยืนงง

“ภาพหายไปแล้ว...นี่มันอะไรกัน...กระจกบานนี้...เป็นไปไม่ได้”

คุณหญิงมาลิดาได้แต่ยืนตะลึงงันไม่สามารถเรียบเรียงเหตุการณ์ต่างๆได้ ไม่รู้ตัวเองประสาทหลอนไปหรือเปล่า หรือเป็นแค่ความฝัน

ooooooo

หลวงอัครเทพเห็นกระจกข้ามภพอยู่ในสภาพเป็นปกติ ตัดสินใจอุ้มมณีจันทร์ออกจากห้องตรงไปหอนกซึ่งเป็นห้องนอนใหม่ของเขา วางเธอลงบนเตียงอย่างทะนุถนอม พอเขาเห็นม้วนตามมาสมทบ สั่งเสียงเข้มว่า

“ต่อไปนี้ให้คุณมณีมานอนที่ห้องนี้ ฉันจะกลับไปนอนที่ห้องเก่า...อย่าให้แม่มณีกลับไปห้องนั้น...อย่าให้ไปใกล้กระจกอีก”

“แล้วผีกระจกจะยอมหรือเจ้าคะ แล้วคุณมณีจะไม่เป็นไรหรือเจ้าคะ” ม้วนมองเจ้านายสาวสีหน้าเป็นกังวล หลวง อัครเทพยืนนิ่ง ไม่รู้จะเป็นอย่างไรเหมือนกัน ในเมื่อเขาตัดสินใจไปแล้ว อะไรจะเกิดก็ต้องเกิด

ooooooo

ตั้งแต่เมื่อวานที่ประยงค์แอบได้ยินพ่อกับแม่ของเธอตกลงใจจะให้เธอออกเรือนไปกับหลวงเจน-พาณิชย์ เธอไม่ยอมแตะต้องอาหาร เอาแต่นั่งร้องไห้ คุณหญิงสรเดชกลุ้มใจ เข้ามาถามไถ่ลูกด้วยความเป็นห่วง

“วันนี้ทั้งวันไม่มีข้าว ไม่มีน้ำตกถึงท้องเอาแต่นั่งร้องไห้ ถามอะไรก็ไม่พูดไม่จา เป็นอะไรไปลูก...ตั้งแต่เล็กลูกไม่เคยเป็นแบบนี้ ทำแบบนี้ทำไมกัน”

ประยงค์เอาแต่ร้องไห้ เพราะไม่รู้จะพูดให้แม่ฟังได้ อย่างไร เพราะผู้หญิงสมัยนั้นไม่มีใครกล้าปฏิเสธคำสั่งของพ่อแม่

ooooooo

เช้าแล้วมณีจันทร์ยังนอนหลับไม่ได้สติและเป็นไข้ตัวร้อนจัด หลวงอัครเทพนั่งข้างเตียงคอยจับมือเธอไว้ตลอด คุณหญิงแสร์เดินไปเดินมาร้อนใจมากเพราะมณีจันทร์สลบไสลไม่รู้สึกตัวตั้งแต่เมื่อวาน

“หล่อนจะตายไหม ตัวร้อนจัดเหลือเกิน” หลวงอัครเทพพึมพำเสียงสั่น

“ใจเย็นๆพ่อเทพ...หลวงเวชกำลังมานะลูก”

หลวงอัครเทพจับมือมณีจันทร์ขึ้นมาจูบ “กระผมรักหล่อนขอรับ คุณแม่”

“โธ่...พ่อเทพ แม่รู้แล้ว”

จังหวะนั้น มณีจันทร์ละเมอออกมาว่า “น้ำๆ” ม้วนมองหน้าคุณหญิงแสร์เป็นทำนองจะให้ทำอย่างไรดี คุณหญิงแสร์สั่งให้ไปเอาถ้วยยาสมุนไพรมาลองหยดให้สักสองหยด หลวงอัครเทพรับถ้วยยาจากม้วนมาจัดการเอง ตักยามาแตะที่ปากเธอเล็กน้อย มณีจันทร์เลียริมฝีปากแล้วหลับไปอีก หลวงอัครเทพใจคอไม่ดีขยับขึ้นไปบนเตียงดึงเธอมากอด คร่ำครวญน้ำตาคลอ

“แม่มณี...แม่มณีจ๋า อย่าตาย หล่อนตายไม่ได้นะ...”

ในขณะที่มณีจันทร์สลบไสลเป็นไข้ตัวร้อนจัดอยู่ในอีกภพหนึ่ง คุณหญิงมาลิดาเองก็จับไข้ไม่สบายเช่นกัน นุ่มเดินมานั่งข้างเตียงเอามือแตะตัวเจ้านายเบาๆก่อนจะร้องเอะอะ

“ตายแล้ว คุณหญิงตัวร้อนเหลือเกิน เรียกรถพยาบาลดีไหมคะ”

“ไม่ต้อง เรียกหมอธรรมนูญ...เชิญท่านมาที่นี่”

นุ่มรีบออกไปทำตามคำสั่ง ขณะที่คุณหญิงมาลิดาเหลียวมองไปทางกระจกเงาโบราณบานนั้น

“กระจกนั่น มันเป็นความจริงหรือเพราะพิษไข้... เฮ่อ” คุณหญิงมาลิดาไม่แน่ใจกับสิ่งที่ตัวเองเห็นเมื่อวาน...

หลังจากคุณหญิงมาลิดาได้รับการตรวจรักษาจากหมอธรรมนูญเสร็จแล้ว เธอตัดสินใจสั่งให้นุ่มโทร.ตามกุลวรางค์มาพบทันที...

อ่านละครทวิภพ ตอนที่ 16 วันที่ 9 กย.54
โดย บทประพันธ์ ทมยันตี
จากบทละครโทรทัศน์ทางช่อง 7 โดย นันทวรรณ รุ่งวงศ์พาณิชย์
ที่มาไทยรัฐ

No comments:

Post a Comment

My Blog List